อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1498
ในยามจลาจลเมื่อเร็วๆ นี้ การรวมตัวกันอย่างแข็งขันของชุมชนมุสลิม ซอยเพชรบุรี 5 และ 7 (ที่เรียกกันว่าบ้านครัว) ซึ่งสืบเชื้อสายจากจามและมาอยู่ในกรุงเทพฯ กว่าร้อยปีแล้ว ทำให้นึกได้ว่า คุณหญิงศรีนาถ สุริยะ ท่านอาจารย์ผู้น่านับถือยิ่งได้เขียนเรื่องจามไว้ จึงขอนำมาเล่าต่อครับ
"ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีคนต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศไทยหลายชาติ คนต่างชาติเหล่านั้นบ้างก็มาทำการค้าขาย บ้างก็สอนศาสนา ที่ชอบรับราชการก็มีทั้งทหารและพลเรือน พวกทหารก็รวมกันเป็นกองอาสาเรียกตามเชื้อชาติ เช่น พวกญี่ปุ่นก็เรียกอาสาญี่ปุ่น พวกฝรั่งก็เรียกอาสาฝรั่งแม่นปืน มีคนต่างชาติอีกพวกหนึ่งที่เรียกว่าอาสาจาม เป็นพลเมืองประเทศจามหรือจามปา เนื่องจากปัจจุบันนี้ไม่มีประเทศจามแต่คนชาติจามยังมีเชื้อสายอยู่มากในประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนามใต้
ประเทศจามนั้นเคยตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นประเทศเวียดนามใต้ในปัจจุบัน ชะตากรรมทางชาติจามมีความเป็นไปอย่างน่าสงสาร จนในที่สุดก็ต้องสูญเสียประเทศ ประชาชนต้องแตกฉานไปอยู่ในประเทศอื่น กลายเป็นพลเมืองของประเทศอื่นไป
พวกจามเป็นทหารอาสาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีความชำนาญในการเดินเรือมากจึงมักจะรับราชการเป็นพนักงานเดินเรือกำปั่นหลวง ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังมีอาสาจามเป็นพนักงานเดินเรือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คนไทยเริ่มใช้เรือกลไฟสำหรับขนส่งและใช้ในราชการทหาร พวกอาสาจามก็ได้รับการฝึกหัดการเดินเรือกลไฟ และรับราชการในเรื่องเกี่ยวกับเรือต่อไป
ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กิจการทหารเรือเริ่มเปลี่ยนเข้าแบบฝรั่งมากขึ้น จึงต้องจ้างฝรั่งเข้ามาเป็นนายเรือและช่วยสอนการทหารเรือ แต่ก็ยังคงใช้คนชาติจามเป็นเจ้าหน้าที่ร่วมกับฝรั่ง ครั้นถึงสมัยกรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์ ทรงเข้ามารับราชการในกรมทหารเรือจึงมีการเปลี่ยนแปลงฝึกคนไทยมากขึ้น
ในการที่คนชาติจามมีความชำนาญในการเดินเรือก็น่าจะเนื่องมาจากบรรพบุรุษเป็นชาวทะเล นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาจัดภาษาของพวกจามว่าอยู่ในตระกูล มะลาโย-โพลีเนเซียน (Malayo-Polinesean) สันนิษฐานกันว่าบรรพบุรุษมาจากเกาะทะเลใต้ ได้ละทิ้งถิ่นฐานท่องเที่ยวไปในทะเล แล้วขึ้นมาตั้งบ้านเรือนอยู่ตามเกาะและคาบสมุทรที่ผ่านมา จึงมีร่องรอยของภาษาตระกูลนี้ตั้งแต่แถบอินโดนีเซีย มะลายู บางส่วนในเวียดนาม บางส่วนในฟิลิปปินส์ พวกที่อยู่ในเวียดนามใต้คือพวกจามซึ่งกำลังกล่าวถึงนี้
อาจสงสัยกันว่า มีหลักฐานอะไรที่จะยืนยันว่าเป็นดังที่กล่าวมาแล้ว ความจริงหลักฐานมีน้อยเพราะเป็นเรื่องเกิดมานานหลายร้อยปี สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ใช้ศึกษาก็ได้แก่ ศิลาจารึก ซึ่งกล่าวถึงเรื่องของชาติจามเองเท่าที่จะหาพบ หลักฐานอีกประการหนึ่งได้จากจดหมายเหตุของจีน ชนชาติจีนเป็นผู้มีนิสัยน่าชมในเรื่องการบันทึกเรื่องราว
เมื่อมีพระภิกษุ พ่อค้า หรือทหารเดินทางออกมาจากประเทศจีนมักจะมีนักบันทึกติดตามมาด้วยหรือบางทีผู้นั้นก็บันทึกเอง ข้อความที่กล่าวถึงบ้านเมืองต่างๆ ตลอดจนผู้คนและขนบธรรมเนียมนั้นเป็นประโยชน์ต่อการศึกษามาก นอกจากนี้ ถ้ามีคนต่างชาติต่างภาษาไปประเทศจีน ทางฝ่ายจีนก็จะบันทึกเป็นหลักฐานไว้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคลชั้นหลังเป็นอันมาก
เรื่องของประเทศจามปรากฏในจดหมายเหตุของจีนประมาณ 1,800 ปีมาแล้ว หนังสือไทยบางเล่มเรียกพวกจามว่าแขกจาม ในการที่คนไทยเรียกชาติอื่นว่าแขกมักจะเพ่งเล็งไปในทางผู้ที่มีผิวดำ เช่น แขกอินเดีย แขกมะลายู แขกมะละกา และแขกครัว เป็นต้น
ข้าพเจ้าได้เรียนถามอาจารย์พระยาอนุมานราชธนว่า "แขกครัว" คือแขกประเภทไหน ท่านอธิบายว่าหมายถึงแขกที่ไทยไปนำมาอยู่ในประเทศทั้งครอบครัวคราวละมากๆ ได้แก่ ชาวมลายูและชาวจาม เราได้ครอบครัวมะลายูเข้ามาเมื่อทำสงครามกับพวกมะลายู ได้ครอบครัวจามมาเมื่อทำสงครามกับกัมพูชา แต่แขกจามที่มาเองโดยใจสมัครก็คงมีบ้าง เช่นเดียวกับไทยอิสลามที่เข้ามาอยู่โดยความสมัครใจก็มีอยู่มิใช่น้อย
เมื่อพูดถึงคำว่าแขกจามตลอดจนภาษาของจามแล้ว ก็พอจะมองเห็นภาพ ลางๆ ว่าจามเป็นคนตระกูลโพลินีเซียนซึ่งคงต้องมีผิวดำ พงศาวดารจีนเล่าถึงพวกจามว่าไว้ ผมยาวทั้งหญิงและชาย ท่อนล่างพันกายด้วยผ้าผืนเดียว เจาะหูใส่ตุ้มหู เป็นคนสะอาดชอบอาบน้ำวันละหลายครั้ง ผ้าที่ใช้นั้นอบด้วยควันไม้หอม เมื่อชาวจามได้ติดต่อกับ ชาวอินเดียก็รับวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เช่น นับถือศาสนาฮินดู และใช้ภาษาสันสกฤต เป็นต้น
เมื่อพันปีมาแล้วญวนมีอาณาจักรอยู่แถบเวียดนามเหนือในปัจจุบัน ส่วนจามมีอาณาจักรอยู่แถบเวียดนามใต้ ญวนกับจามรบกันอยู่เสมอเหมือนเวียดนามเหนือรบกับเวียดนามใต้ แต่ในที่สุด จามเป็นฝ่ายแพ้จึงต้องเสียดินแดนให้ญวน ญวนจึงขยาย อาณาเขตลงมาจนถึงกัมพูชา
ก่อนที่ญวนจะมีอำนาจจนถึงกับรังแกจามได้ ตัวเองก็ถูกจีนรุกรานจนตกเป็นประเทศราชของจีน จีนส่งข้าหลวงและข้าราชการจีนมาปกครองกดขี่ข่มเหงประชาชนญวน จนไม่สามารถทนได้ พ.ศ.583 มีหญิงสองคนพี่น้องชื่อเตรงตรัก กับ เตรงหญี รวบรวมกำลังพวกญวนทำการขับไล่ข้าราชการจีนออกไปเป็นผลสำเร็จ หญิงสองคนนี้จึงกลายเป็นวีรสตรีของญวน
แต่ญวนมีอิสระได้ไม่นานจีนก็ส่งกองทัพมาปราบปรามจับหญิง 2 คนนี้ฆ่าเสีย จีนเข้าปกครองอย่างเข้มงวดต่อไป แต่ทุกๆ 200 ปีหรือ 300 ปี ญวนจะต้องก่อการกบฏล้มล้างอำนาจจีนบางครั้งก็สำเร็จ แต่เป็นอิสระได้ไม่นานก็ถูกจีนมาปราบปรามอีก
ประมาณ พ.ศ.1400 ทางประเทศจีนเกิดการแก่งแย่งอำนาจรบพุ่งกันเองอยู่เสมอจึงไม่มีเวลาจะควบคุมประเทศราชได้ อย่างเดิม ญวนจึงถือโอกาสประกาศอิสรภาพ ตั้งกษัตริย์ขึ้นปกครองอย่างสงบประมาณ 100 ปี จีนก็ส่งกองทัพมาประชิดเมืองญวนเพื่อปราบปราม
ญวนเห็นว่าจามอยู่ใกล้ๆ จึงขอความช่วยเหลือ ฝ่ายจามปฏิเสธอาจเป็นเพราะกลัวจีนซึ่งมีอำนาจมากก็ได้ บังเอิญจีนตีเมืองญวนไม่ได้ญวนจึงแก้แค้นจามที่ปฏิเสธไม่ยอมช่วยโดยยกกองทัพมาตีเมืองจามเสียยับเยิน เผาผลาญบ้านเรือน กวาดต้อนผู้คนและขนทรัพย์สมบัติกลับบ้านไปเมืองญวน แล้วตั้งข้าราชการญวนปกครองประเทศจาม
ต่อมาข้าราชการญวนที่ปกครองจาม คิดตั้งตัวเป็นกษัตริย์เสียเอง พระเจ้าแผ่นดินญวนส่งทหารมาปราบปรามก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ข้าราชการญวนซึ่งตั้งตัวเป็นกษัตริย์เป็นคนปราศจากความเมตตาพลเมืองจามได้รับความเดือดร้อนมากถึงกับอพยพหนีไปอยู่ประเทศใกล้เคียงเป็นอันมาก
ต่อมาคนชาติจามที่มีความสามารถก็พยายามรวบรวมกำลังกอบกู้เอกราชขับไล่พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ได้สำเร็จ แล้วแต่งตั้งคนชาติจามเป็นกษัตริย์ปกครองมาด้วยความร่มเย็นชั่วระยะหนึ่ง ประเทศญวนก็ส่งกองทัพใหญ่มารุกรานประเทศจามอีก แต่ยังไม่สามารถตีประเทศจามได้ง่ายเช่นแต่ก่อน พระเจ้าแผ่นดินจามจึงแต่งทูตไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินจีน ร้องทุกข์ขอให้ทรงช่วยยับยั้ง มิให้ญวนมารบกวน
บังเอิญในเวลาใกล้เคียงกันนั้นทางเมืองญวนเกิดกบฏ หัวหน้ากบฏหนีมาอยู่ในประเทศจาม ขอร้องให้พระเจ้าแผ่นดินจามช่วยเหลือ แต่พระเจ้าแผ่นดินจามต้องการผูกไมตรีกับญวนจึงไม่ให้ความคุ้มครองพวกกบฏ พระเจ้าแผ่นดินญวนจึงเห็นว่า พระเจ้าแผ่นดินจามเป็นผู้ที่หวังดีและไม่ช่วยเหลือศัตรูของพระองค์ จึงสัญญาจะไม่รวบกวนประเทศจาม นอกจากนี้ ยังคืนพลเมืองจามที่กวาดต้อนเอาไปให้กลับคืนมาสู่บ้านเกิดอีกด้วย
แต่ญวนกับจามมิได้ยุติการรุกรานกันได้นานนัก ต่อมาก็รบกันอยู่เรื่อยๆ จนในที่สุดประเทศจามก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศญวน ชื่อเสียงของประเทศจึงสลายไป คงเหลือแต่พลเมืองซึ่งยังพูดภาษาจามพอเป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเคยมีประเทศนี้อยู่ในแหลม อินโดจีนในบริเวณซึ่งบัดนี้เรียกว่าเวียดนามใต้..."
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ความเชื่อมั่นสำคัญไฉน
จาก แจงสี่เบี้ย : พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้บริหารทีม ทีมเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552
ระยะนี้ เราได้ยินคำว่า "ความเชื่อมั่น" กันบ่อยมาก ตั้งแต่เรื่องที่เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย ตัวเลขการจ้างงานตกต่ำ ทำให้ประชาชนสหรัฐ และนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น มาจนถึงเรื่องของประเทศไทย ที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนตกต่ำต่อเนื่อง และเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นล่าสุด อันนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในตลาดการเงินโลก ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติ ทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ยากที่จะฟื้นกลับคืนมาได้โดยง่าย
วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้รุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง เมื่อครั้งวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ปัญหาส่วนใหญ่เป็นภาคสถาบันการเงินในประเทศ ขณะที่การส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ดี จึงช่วยชดเชยกับการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลง และพาเศรษฐกิจไทยที่หดตัวถึงร้อยละ 10 ในปี 2541 ให้กลับมาขยายตัวดีต่อเนื่องได้
ภายในปีถัดมา
แต่วิกฤติรอบนี้ เราจะหวังพึ่งการส่งออกได้ไม่มากนัก เพราะประเทศคู่ค้าต่างก็ประสบปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า การขยายตัวของการส่งออกของไทยเริ่มติดลบมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีก่อน และล่าสุด ในเดือนกุมภาพันธ์ยังติดลบร้อยละ 11.1 เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ก็ได้รับผลกระทบรุนแรง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวใน 2 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวจากปีก่อนถึงร้อยละ 16.9 เนื่องมาจากปัญหาการชะลอตัวของประเทศที่เป็นตลาดท่องเที่ยวสำคัญ และปัญหาความไม่สงบที่มีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศชะลอลงมาก การลงทุนภาคเอกชนเริ่มหดตัวเช่นกัน ธุรกิจและแรงงานได้รับผลกระทบในวงกว้าง สำนักต่างๆ เห็นพ้องกันว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะหดตัว โดยมีการคาดการณ์ว่าจะหดตัวตั้งแต่ร้อยละ 2 ไปจนถึงร้อยละ 6 และอาจปรับลดอีกหากสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ดีขึ้น
สิ่งเดียวที่พอจะเป็นตัวช่วยในยามนี้ ก็คือ การใช้จ่ายของภาครัฐที่จะมาช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้หดตัวอย่างรุนแรง และบรรเทาผลกระทบจากการว่างงานที่เริ่มจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่านโยบายการคลังในวันนี้ จะช่วยเพิ่มเงินในมือประชาชน แต่หากประชาชนขาดความเชื่อมั่น ไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในเร็ววัน ไม่แน่ใจว่าวันข้างหน้าจะยังมีงานทำอยู่หรือไม่ ไม่แน่ใจว่ามาตรการของรัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือเขาและครอบครัวไปได้นานเท่าไร เขาก็อาจจะเลือกที่จะเก็บออมเงินที่ได้มานั้นไว้ เผื่อยามขัดสนในภายหน้า แทนที่จะนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย เมื่อไม่มีการซื้อสินค้า ก็ไม่มีการผลิตและไม่มีการจ้างงาน ซึ่งหากคนส่วนใหญ่คิดเช่นนี้ ก็จะทำให้เม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปในระบบนั้นเปล่าประโยชน์ ไม่ได้หมุนเวียนไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ หากการเมืองไทยยังไม่มีเสถียรภาพ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างๆ รวมไปถึงความสามารถในการเบิกจ่ายงบประมาณให้ลงไปสู่มือประชาชนตามที่ตั้งใจไว้
ทางด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางประเทศต่างๆ พากันลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้วถึงร้อยละ 2.50 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน
แต่การส่งผ่านของนโยบายการเงินนั้นซับซ้อน และใช้เวลานานกว่านโยบายการคลัง เพราะต้องไปผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ 1. อัตราดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยในตลาดเงินต่ำลง ภาระหนี้ก็ลดลง คนก็สามารถกู้มาใช้จ่ายหรือลงทุนได้มากขึ้น 2. สินเชื่อ เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ก็ดีขึ้น โอกาสเป็นหนี้เสียน้อยลง สถาบันการเงินก็ยินดีปล่อยเงินกู้มาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น 3. ราคาสินทรัพย์ เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลง คนหันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นมากขึ้น อาทิเช่น หุ้นหรือที่ดิน ทำให้ราคาสินทรัพย์สูงขึ้น คนที่ถือสินทรัพย์มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นก็จะสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้น 4. อัตราแลกเปลี่ยน เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับต่างชาติแคบลง ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อนลง ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออก และ 5. การคาดการณ์ ถ้าคนส่วนใหญ่คิดว่าการลดดอกเบี้ย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จะเริ่มจับจ่ายใช้สอย
เช่นเดียวกับนโยบายการคลัง แม้นโยบายการเงินจะได้กระตุ้นผ่านช่องทางต่างๆ เหล่านี้ แต่หากประชาชนขาดความเชื่อมั่นก็จะไม่กล้าใช้จ่ายบริโภคหรือลงทุน สถาบันการเงินไม่กล้าเสี่ยงที่จะปล่อยเงินกู้ ปริมาณเงินที่หมุนเวียนออกไปในระบบเศรษฐกิจก็จะไม่เพิ่มมากนัก ประสิทธิผลของนโยบายการเงินย่อมมีจำกัดเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า ความเชื่อมั่นนั้น มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติในการเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นโดยเร็ว และเราก็คงจะได้ยินคำนี้บ่อยครั้งต่อไปอีกระยะหนึ่ง ระหว่างนี้ ได้แต่หวังว่า คนไทยที่ยังพอจะมีความเชื่อมั่นและมีกำลังซื้ออยู่บ้างจะช่วยกันจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะการซื้อสินค้าไทยและการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อช่วยคนไทยด้วยกันและช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้
-----------------------------------
บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
ระยะนี้ เราได้ยินคำว่า "ความเชื่อมั่น" กันบ่อยมาก ตั้งแต่เรื่องที่เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย ตัวเลขการจ้างงานตกต่ำ ทำให้ประชาชนสหรัฐ และนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น มาจนถึงเรื่องของประเทศไทย ที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนตกต่ำต่อเนื่อง และเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นล่าสุด อันนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในตลาดการเงินโลก ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติ ทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ยากที่จะฟื้นกลับคืนมาได้โดยง่าย
วิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้รุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้าง เมื่อครั้งวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ปัญหาส่วนใหญ่เป็นภาคสถาบันการเงินในประเทศ ขณะที่การส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ดี จึงช่วยชดเชยกับการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลง และพาเศรษฐกิจไทยที่หดตัวถึงร้อยละ 10 ในปี 2541 ให้กลับมาขยายตัวดีต่อเนื่องได้
ภายในปีถัดมา
แต่วิกฤติรอบนี้ เราจะหวังพึ่งการส่งออกได้ไม่มากนัก เพราะประเทศคู่ค้าต่างก็ประสบปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า การขยายตัวของการส่งออกของไทยเริ่มติดลบมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีก่อน และล่าสุด ในเดือนกุมภาพันธ์ยังติดลบร้อยละ 11.1 เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน
ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ก็ได้รับผลกระทบรุนแรง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวใน 2 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวจากปีก่อนถึงร้อยละ 16.9 เนื่องมาจากปัญหาการชะลอตัวของประเทศที่เป็นตลาดท่องเที่ยวสำคัญ และปัญหาความไม่สงบที่มีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศชะลอลงมาก การลงทุนภาคเอกชนเริ่มหดตัวเช่นกัน ธุรกิจและแรงงานได้รับผลกระทบในวงกว้าง สำนักต่างๆ เห็นพ้องกันว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะหดตัว โดยมีการคาดการณ์ว่าจะหดตัวตั้งแต่ร้อยละ 2 ไปจนถึงร้อยละ 6 และอาจปรับลดอีกหากสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ดีขึ้น
สิ่งเดียวที่พอจะเป็นตัวช่วยในยามนี้ ก็คือ การใช้จ่ายของภาครัฐที่จะมาช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้หดตัวอย่างรุนแรง และบรรเทาผลกระทบจากการว่างงานที่เริ่มจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่านโยบายการคลังในวันนี้ จะช่วยเพิ่มเงินในมือประชาชน แต่หากประชาชนขาดความเชื่อมั่น ไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในเร็ววัน ไม่แน่ใจว่าวันข้างหน้าจะยังมีงานทำอยู่หรือไม่ ไม่แน่ใจว่ามาตรการของรัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือเขาและครอบครัวไปได้นานเท่าไร เขาก็อาจจะเลือกที่จะเก็บออมเงินที่ได้มานั้นไว้ เผื่อยามขัดสนในภายหน้า แทนที่จะนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย เมื่อไม่มีการซื้อสินค้า ก็ไม่มีการผลิตและไม่มีการจ้างงาน ซึ่งหากคนส่วนใหญ่คิดเช่นนี้ ก็จะทำให้เม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปในระบบนั้นเปล่าประโยชน์ ไม่ได้หมุนเวียนไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ หากการเมืองไทยยังไม่มีเสถียรภาพ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างๆ รวมไปถึงความสามารถในการเบิกจ่ายงบประมาณให้ลงไปสู่มือประชาชนตามที่ตั้งใจไว้
ทางด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางประเทศต่างๆ พากันลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้วถึงร้อยละ 2.50 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน
แต่การส่งผ่านของนโยบายการเงินนั้นซับซ้อน และใช้เวลานานกว่านโยบายการคลัง เพราะต้องไปผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ 1. อัตราดอกเบี้ย เมื่อดอกเบี้ยในตลาดเงินต่ำลง ภาระหนี้ก็ลดลง คนก็สามารถกู้มาใช้จ่ายหรือลงทุนได้มากขึ้น 2. สินเชื่อ เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ก็ดีขึ้น โอกาสเป็นหนี้เสียน้อยลง สถาบันการเงินก็ยินดีปล่อยเงินกู้มาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น 3. ราคาสินทรัพย์ เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลง คนหันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นมากขึ้น อาทิเช่น หุ้นหรือที่ดิน ทำให้ราคาสินทรัพย์สูงขึ้น คนที่ถือสินทรัพย์มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นก็จะสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้น 4. อัตราแลกเปลี่ยน เมื่อดอกเบี้ยต่ำลง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับต่างชาติแคบลง ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อนลง ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออก และ 5. การคาดการณ์ ถ้าคนส่วนใหญ่คิดว่าการลดดอกเบี้ย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จะเริ่มจับจ่ายใช้สอย
เช่นเดียวกับนโยบายการคลัง แม้นโยบายการเงินจะได้กระตุ้นผ่านช่องทางต่างๆ เหล่านี้ แต่หากประชาชนขาดความเชื่อมั่นก็จะไม่กล้าใช้จ่ายบริโภคหรือลงทุน สถาบันการเงินไม่กล้าเสี่ยงที่จะปล่อยเงินกู้ ปริมาณเงินที่หมุนเวียนออกไปในระบบเศรษฐกิจก็จะไม่เพิ่มมากนัก ประสิทธิผลของนโยบายการเงินย่อมมีจำกัดเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า ความเชื่อมั่นนั้น มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลต้องประกาศเป็นวาระแห่งชาติในการเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นโดยเร็ว และเราก็คงจะได้ยินคำนี้บ่อยครั้งต่อไปอีกระยะหนึ่ง ระหว่างนี้ ได้แต่หวังว่า คนไทยที่ยังพอจะมีความเชื่อมั่นและมีกำลังซื้ออยู่บ้างจะช่วยกันจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะการซื้อสินค้าไทยและการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อช่วยคนไทยด้วยกันและช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้
-----------------------------------
บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
อสังหาฯ ให้เช่า จะดีหรือ?
จาก:มนุษย์เศรษฐกิจ2.0 : นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552
สำหรับคนที่เริ่มออมเงินได้มากแล้ว ความคิดหนึ่งที่มักผุดขึ้นมาเสมอ คือ จะนำเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนซื้ออสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่า แล้วรอเก็บรายได้แบบน้ำซึมบ่อทรายดีหรือไม่
ในสหรัฐ ตลาดบ้านเช่าเป็นตลาดที่คึกคักมาก เนื่องจากสังคมอเมริกันเป็นสังคมแบบเคลื่อนที่ (Mobile Society) กล่าวคือ คนอเมริกันมักต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยตามแต่งานที่หาได้ว่าจะอยู่ที่เมืองไหน การเช่าบ้าจึงมักเป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยม เมื่อความต้องการเช่าบ้านในสหรัฐมีสูง ก็ช่วยทำให้ค่าเช่าต่อมูลค่าของบ้านสูงตามไปด้วย เมื่อลงทุนซื้อบ้านเพื่อปล่อยเช่าไปแล้ว โอกาสที่จะได้ทุนคืนพร้อมผลตอบแทนที่ดีจึงมีสูง
มีมนุษย์เงินเดือนในสหรัฐบางคนออมเงินให้ได้แค่เท่ากับค่าดาวน์บ้านก็นำเงินไปดาวน์บ้านแล้วปล่อยเช่าทันที จากนั้นก็นำค่าเช่าที่เก็บได้ในแต่ละเดือนมาจ่ายค่าผ่อนบ้าน เนื่องจากค่าเช่าบ้านในสหรัฐค่อนข้างสูง
จึงทำให้ต้องเพิ่มเงินส่วนตัวเข้าไปอีกแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เท่ากับว่า ลงทุนแค่เงินดาวน์อย่างเดียว แทบไม่ต้องผ่อน แม้ในช่วงที่ยังผ่อนอยู่จะไม่ได้อะไรเลย เพราะได้ค่าเช่ามาเท่าไรก็ต้องนำไปจ่ายค่าผ่อนบ้านหมด แต่เมื่อระยะเวลาผ่อนหมดลง บ้านทั้งหลังก็จะกลายเป็นของตนโดยที่ลงทุนไปแค่ค่าดาวน์บ้านเท่านั้น ค่าเช่าที่ได้รับหลังจากนั้นก็จะเลี้ยงตัวเขาได้สบายๆ พอออมเงินก้อนใหม่ได้อีกก็เอาไปดาวน์บ้านหลังใหม่อีก ทำเช่นนี้อีกไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ก็จะได้เป็นแลนด์ลอร์ดสมใจ เพราะมีบ้านตั้งเจ็ดแปดหลังไว้ปล่อยให้คนเช่า สบายใจเฉิบ วิธีนี้ช่วยทำให้มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ในสหรัฐ กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้เหมือนกัน
สำหรับคนที่เริ่มออมเงินได้มากแล้ว ความคิดหนึ่งที่มักผุดขึ้นมาเสมอ คือ จะนำเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนซื้ออสังหาฯ เพื่อปล่อยเช่า แล้วรอเก็บรายได้แบบน้ำซึมบ่อทรายดีหรือไม่
ในสหรัฐ ตลาดบ้านเช่าเป็นตลาดที่คึกคักมาก เนื่องจากสังคมอเมริกันเป็นสังคมแบบเคลื่อนที่ (Mobile Society) กล่าวคือ คนอเมริกันมักต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยตามแต่งานที่หาได้ว่าจะอยู่ที่เมืองไหน การเช่าบ้าจึงมักเป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยม เมื่อความต้องการเช่าบ้านในสหรัฐมีสูง ก็ช่วยทำให้ค่าเช่าต่อมูลค่าของบ้านสูงตามไปด้วย เมื่อลงทุนซื้อบ้านเพื่อปล่อยเช่าไปแล้ว โอกาสที่จะได้ทุนคืนพร้อมผลตอบแทนที่ดีจึงมีสูง
มีมนุษย์เงินเดือนในสหรัฐบางคนออมเงินให้ได้แค่เท่ากับค่าดาวน์บ้านก็นำเงินไปดาวน์บ้านแล้วปล่อยเช่าทันที จากนั้นก็นำค่าเช่าที่เก็บได้ในแต่ละเดือนมาจ่ายค่าผ่อนบ้าน เนื่องจากค่าเช่าบ้านในสหรัฐค่อนข้างสูง
จึงทำให้ต้องเพิ่มเงินส่วนตัวเข้าไปอีกแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เท่ากับว่า ลงทุนแค่เงินดาวน์อย่างเดียว แทบไม่ต้องผ่อน แม้ในช่วงที่ยังผ่อนอยู่จะไม่ได้อะไรเลย เพราะได้ค่าเช่ามาเท่าไรก็ต้องนำไปจ่ายค่าผ่อนบ้านหมด แต่เมื่อระยะเวลาผ่อนหมดลง บ้านทั้งหลังก็จะกลายเป็นของตนโดยที่ลงทุนไปแค่ค่าดาวน์บ้านเท่านั้น ค่าเช่าที่ได้รับหลังจากนั้นก็จะเลี้ยงตัวเขาได้สบายๆ พอออมเงินก้อนใหม่ได้อีกก็เอาไปดาวน์บ้านหลังใหม่อีก ทำเช่นนี้อีกไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ก็จะได้เป็นแลนด์ลอร์ดสมใจ เพราะมีบ้านตั้งเจ็ดแปดหลังไว้ปล่อยให้คนเช่า สบายใจเฉิบ วิธีนี้ช่วยทำให้มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ในสหรัฐ กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้เหมือนกัน
รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าเพิ่งดีใจ นึกว่าค้นพบวิธีรวยแล้ว เพราะนั่นคือสหรัฐ แต่ที่นี่คือประเทศไทย จึงไม่เหมือนกัน ประเทศไทยทำเช่นนั้นได้ยากกว่า เนื่องจากพฤติกรรมของชาวกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่นิยมซื้อบ้านมากกว่าเช่าบ้าน ความต้องการบ้านเช่าจึงมีน้อยเกินไป ค่าเช่าที่เก็บได้จึงน้อยกว่าค่าผ่อนบ้านค่อนข้างมาก ใช้วิธีอย่างที่ว่ามานี้แล้วมักไม่ค่อยคุ้ม ในอดีตมีผู้พัฒนาโครงการบ้านหลายราย ที่พยายามใช้แนวคิดนี้เป็นจุดขายมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเคยมีใครทำได้สำเร็จสักที
เนื่องจากตลาดบ้านเช่าในกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพจริงๆ จะกระจุกตัวอยู่ในสองกลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มแรก ได้แก่ ชาวต่างชาติรายได้สูงที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย คนกลุ่มนี้มีความต้องการเช่ามากเนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะทำงานอยู่ในเมืองไทยนานสักแค่ไหน ส่วนใหญ่แล้วตลาดนี้มักต้องเป็นบ้านหรือคอนโดราคาแพงที่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในมากๆ อย่างเช่น ย่านสุขุมวิท เป็นต้น
กลุ่มที่สอง คือ ตลาดของผู้มีรายได้น้อย อาทิเช่น นักศึกษาหรือผู้ใช้แรงงานที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ กลุ่มนี้มักมีรายได้ไม่มากพอที่จะซื้อบ้านได้เอง ทำให้จำเป็นต้องเช่าบ้านอยู่ ความต้องการเช่าในตลาดนี้จึงมีอยู่มาก ส่วนใหญ่แล้ว อสังหาฯ ของกลุ่มนี้มักอยู่ในรูปของอพาร์ตเมนต์ หรือหอพักที่ตั้งอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม หรือตามสถานศึกษาต่างๆ เป็นต้น
ส่วนตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่ใหญ่แต่กลับไม่ค่อยมีศักยภาพเท่าไร เพราะคนกลุ่มนี้มักมีรายได้มากพอที่จะเป็นเจ้าของบ้านในระดับที่สมกับฐานะของตนเองได้เอง และก็ชอบผ่อนบ้านเอง ไม่ชอบเช่าบ้านอยู่
หลายปีมานี้มีคนพูดกันว่า คอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าเป็นอสังหาฯ ที่น่าสนใจซื้อลงทุนเพื่อปล่อยเช่า แต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น แน่นอนว่า อาจจะมีบางทำเลที่มีศักยภาพ แต่โดยภาพรวมแล้ว ผมมองว่าตลาดนี้เป็นของคนชั้นกลาง ซึ่งไม่ชอบเช่าบ้านดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อาจมีบ้างเหมือนกันต้องการมีไว้เป็นที่นอนแห่งที่สองในช่วงวันธรรมดา เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด เนื่องจากบ้านหลักอยู่แถบชานเมือง แต่คนกลุ่มนี้ ก็มักสามารถผ่อนคอนโดห้องเล็กๆ ได้เอง
ลองคำนวณดูเล่นๆ สมมติว่า คุณลงทุนซื้อคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าเล็กๆ มาหนึ่งยูนิตเพื่อหวังปล่อยเช่า คุณอาจลงทุนรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เป็นเงินอย่างน้อยสองล้านบาท แต่ค่าเช่าที่เก็บได้สำหรับห้องแบบนี้ ผมว่าคงสักแปดพันบาทเท่านั้น เพราะถ้ารวมค่าน้ำค่าไฟค่าจิปาถะต่างๆ เข้าไปอีก ผู้เช่าจะต้องจ่ายเดือนละเป็นหมื่นบาท สำหรับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป จะให้จ่ายค่าที่นอนที่สองเป็นเงินสูงกว่านี้อีกก็คงยาก ในเมื่อคุณลงทุนสองล้านแต่เดือนหนึ่งคุณเก็บค่าเช่าได้แค่แปดพันบาท ก็เท่ากับปีละไม่เกินแสนบาท หรือเท่ากับห้าเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการลงทุนเท่านั้น ถ้าคิดว่าต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะหาผู้เช่าไม่ได้ในบางช่วงที่ผู้เช่าย้ายออกหรือภาวะตลาดไม่ดีอย่างที่คิด ผลตอบแทนในระดับนี้ถือว่าไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน แต่สบายตัวกว่ามาก เพราะไม่ต้องคอยแก้ปัญหสารพัดให้กับผู้เช่า ไม่มีค่าซ่อมแซมต่างๆ ที่ไม่คาดฝัน ฯลฯ
สรุปแล้ว การลงทุนแบบนี้จึงไม่ถือว่าน่าดึงดูดเท่าไรนัก ถ้าจะทำกำไรก็ต้องหวังพึ่งมูลค่าของคอนโดที่อาจสูงขึ้นในอนาคตเป็นสำคัญ แต่สำหรับคอนโดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะคอนโดเป็นตึกสูงขึ้นไปในอากาศ ซัพพลายใหม่จึงเพิ่มขึ้นได้ง่าย โอกาสที่ซัพพลายจะขาดแคลน จึงมีไม่มากนัก
ถ้าใครสนใจอยากลงทุนซื้ออสังหาฯ ไว้ปล่อยเช่าจริงๆ คงต้องมองไปที่อพาร์ตเมนต์ก่อน แต่อพาร์ตเมนต์ก็ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงมาก เพราะต้องมีจำนวนยูนิตเยอะๆ เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ถ้ายังไม่มีทุนมากขนาดนั้นก็คงต้องหันไปมองตลาดผู้เช่าต่างชาติเป็นอันดับต่อไป แต่ถ้าเงินออมที่มีอยู่ก็ยังไม่มากขนาดนั้นและอยากลงทุนในอสังหาฯ อาจลองหันไปมองพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทน กองทุนพวกนี้มีข้อดี คือ ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยมาก และมีมืออาชีพช่วยบริหารจัดการให้เสร็จสรรพ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ทำได้ง่ายขนาดนั้น ก็อย่าไปคาดหวังมากว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงๆ
สิ่งประดิษฐ์เลิศสุดของปี 2008
จากหนังสืออาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th
มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1474
นิตยสาร Time ฉบับ 10 พฤศจิกายน 2008 ได้รวบรวมสิ่งประดิษฐ์เลิศสุด 50 ชิ้นของปีไว้อย่างน่าสนใจ ขอนำบางสิ่งประดิษฐ์มาเล่าสู่กันฟัง
อันดับหนึ่งที่นิตยสารนี้ให้เป็นเลิศสุดคือสิ่งประดิษฐ์ชื่อ "23 and Me" ซึ่งเป็นชุดตรวจสอบ DNA จากน้ำลายในราคาชุดละ 399 เหรียญสหรัฐ เครื่องตรวจนี้จะให้ผลของการตรวจจาก 600,000 จุดของ DNA พร้อมกับการตีความ
มนุษย์ทุกคนมี DNA ในแต่ละเซลล์ยาว 1.3 เมตร บรรจุข้อมูล 3 พันล้านข้อมูล โดยทำหน้าที่เสมือนคอมพิวเตอร์สั่งให้ร่างกายแต่ละคนทำงาน สิ่งซึ่งประกอบกันเป็น DNA ก็คือ โครโมโซมโดยมียีนส์บนโครโมโซมเป็นตัวบอกบทให้ร่างกายทำงาน
อย่างไรก็ดีแต่ละคนมี DNA หรือยีนส์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนมียีนส์บางตัวบกพร่อง จนทำให้มีโอกาสเกิดความเจ็บป่วยขึ้นในอนาคต หรือมีโอกาสที่อวัยวะบางส่วนไม่ทำงานเป็นปกติ ปัจจุบันมนุษย์ทำแผนที่ DNA สำเร็จแล้ว กล่าวคือรู้มากพอควรว่ายีนส์ตัวใดบนโครโมโซมตัวใดที่เป็นตัวสั่งให้ระบบ หรืออวัยวะส่วนใดทำงาน ดังนั้นการตรวจยีนส์ที่อยู่ในตำแหน่งที่รู้ว่าเป็นคำสั่งให้ทำงานอะไร จึงช่วยให้รู้ว่าร่างกายจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคอะไรหรืออวัยวะใดมีโอกาสทำงานบกพร่อง
เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจบอกว่าไม่อยากรู้ แต่หลายคนก็อยากรู้เพื่อเตรียมตัวแก้ไขปัญหาหรือเตรียมรับมือกับมันได้ถูกต้อง และอาจบอกว่าเมื่อไม่อยากรู้ก็อย่าไปตรวจมันซิ จุดนี้แหละเป็นประเด็นอื้อฉาวของเครื่องมือนี้ นักวิจัยหลายคนเห็นว่า การตีความยังไม่ถูกต้องทั้งหมด การได้รับข้อมูลจากการตีความที่อยู่บนพื้นฐานของการตรวจ อาจทำให้เกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น และเป็นความทุกข์ที่ไม่เข้าท่า อีกทั้งเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ควรให้ใครได้รู้วาตนเป็นอย่างไร และจะเป็นอะไรในอนาคต
ไม่ว่าจะวิจารณ์กันอย่างไร เครื่องมือนี้ก็ออกมาขายแล้วให้บุคคลซื้อหามาได้และเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเมื่อก่อนนี้เฉพาะแวดวงนักวิจัยเท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ถ้าใครใจไม่ถึงอย่าไปตรวจเป็นอันขาด ถ้าอยากรู้ว่าทำไมทำให้เป็นทุกข์ได้กรุณาอ่านตัวอย่างต่อไปนี้
การตรวจ DNA หรือยีนส์จาก "23 and Me" นี้ จะให้ข้อมูลหลายลักษณะเช่น (1) มีความเป็นไปได้สูงกว่า หรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะมีอายุถึง 100 ปี (2) มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะเป็นโรคต้อหิน มะเร็งในลำคอ โรคเก๊าท์ ฯลฯ (3) มีความเป็นไปได้ในระดับใดที่จะเป็นเบาหวานที่พัฒนาขึ้นตอนโต เป็นโรคเกี่ยวกับไต เป็นโรคจิตเภท เป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งในช่องปาก หัวใจวายเฉียบพลัน เป็นโรครูมาตอยน์ อ้วนเกินสมควรก่อนอายุ 59 ฯลฯ
(4) ลูกมีโอกาสมากเพียงใดที่มีศีรษะล้าน เป็น Parkinson"s Disease (มือไม้สั่น) มีน้ำหนักต่ำกว่าเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด ฯลฯ
(5) มีภูมิต้านทานมากน้อยเพียงใดต่อโรคมาเลเรีย/ ต่อ HIV/ การเสพติดสารเฮโรอีน/ การเป็นโรคซึมเศร้า ฯลฯ
นอกจากตัวอย่างข้างต้นนี้แล้ว การตรวจยังบอกความเป็นไปได้ในการเป็นโรคที่เกิดขึ้นยาก เช่น Crohn"s หรือ Lou Gehrig หรือ CJD (โรควัวบ้าในคน) หรือ Sjogren"s Syndrome ฯลฯ และบอกแม้กระทั่งว่าเป็นคนชอบกินหวานหรือไม่ เป็นคนประเภทขี้หูเปียกหรือแห้ง ถ้าบริโภคคาเฟอีนอาจเพิ่มโอกาสฮาร์ทแอ็ดแท็คที่ไม่ถึงกับตายได้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูง ฯลฯ
พูดง่ายๆ ว่าอ่านแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจและรู้สึกกลัวที่จะตรวจเพราะไม่อยากรู้ความจริง ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ "23 and Me" ในเรื่องความแม่นยำและการตีความจึงมีน้ำหนักพอควร
สิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นหนึ่งถึงแม้จะไม่อยู่ในอันดับสูงแต่ก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ แฟนๆ หนังทีวีชุด CSI นั่นก็คือเทคนิคใหม่ในการหาลายนิ้วมือบนปลอกกระสุนปืนที่เช็ดจนสะอาดแล้วก็ตาม หลักการที่ John Bond นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษใช้ก็คือเหงื่อทำให้โลหะเกิดสนิม ดังนั้น เขาจึงผ่านกระแสไฟฟ้า และผงคาร์บอนละเอียด ลงบนปลอกกระสุนปืนที่มีสนิมซึ่งมองไม่เห็นและปรากฏรอยนิ้วมือขึ้น ขณะนี้ตำรวจหลายแห่งกำลังใช้เทคโนโลยีอายุ 4 เดือนนี้รื้อฟื้นคดีเก่าๆ ซึ่งในขณะนั้นเทคโนโลยียังไปไม่ถึง
ชิ้นที่สามคือซีเมนต์ที่กิน Smog (Fog + Smoke หรือหมอกควัน) ถ้าเอาสาร Photo-Catalyzer (หรือ Titanium Dioxide) ผสมลงไปในซีเมนต์เหลวตามปกติมันจะช่วยเร่งกระบวนการตามธรรมชาติที่ย่อยสลาย Smog
ที่เมือง Segrate ใกล้เมือง Milan ในอิตาลี มีการใช้ซีเมนต์ที่กิน Smog นี้ซึ่งมีชื่อว่า TX Active (บริษัทในอิตาลีชื่อ Italcement เป็นผู้พัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาถึง 10 ปี) สร้างถนนจอแจสายหนึ่ง บริษัทยืนยันว่ามันช่วยลด nitric oxides ในบริเวณนั้นลงถึงร้อยละ 60 และอาคารที่สร้างด้วย TX Active ก็สะอาดอย่างคงทนอีกด้วย
ชิ้นที่สี่คือเครื่องมือสร้างพลังงานไฟฟ้าจากการเดิน เมื่อใช้เครื่องมือหนัก 1.6 กิโลกรัมพันเหนือแต่ละเข่าขณะเดินออกกำลังกาย ทั้งสองเครื่องจะร่วมกันผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงถึงประมาณ 5 วัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับโทรศัพท์มือถือ 10 เครื่องทีเดียว ไอเดียก็คือสามารถเอามาใช้เป็นพลังงานในการใช้ IPod หรือ PDA ได้อย่างสบาย
มนุษย์ปัจจุบันมีความรู้มากมายจนสามารถผลิตสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ได้ แต่กลับมีสามัญสำนึกและวิจารณญาณน้อยลง มียารักษาโรคเพิ่มขึ้นแต่ร่างกายแข็งแรงน้อยลง มีทรัพย์สมบัติมากขึ้นแต่มีเวลาหาความสุขจากมันน้อยลง และเห็นคุณค่าของมันน้อยลงด้วย เราเอาชนะข้างนอกได้แต่กลับแพ้ข้างใน
เครื่องเคียงอาหารสมอง
เราพบเห็นคำหรือวลีจากภาษาอื่นในภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ จนน่ารำคาญ วันนี้ขอนำเสนอบางตัวอย่าง
o eau de cologne (ฝรั่งเศส) ความหมายตามตัวหนังสือคือ Cologne water ซึ่งก็คือน้ำหอมซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ น้ำมันหอม ผลิตที่เมือง Cologne เป็นครั้งแรกใน ค.ศ.1709
o cogito ergo sum (ละติน) คือ I think, therefore I am อมตะวลีของ Descartes บิดาของวิชาปรัชญาสมัยใหม่ (ค.ศ.1596-1650)
o uno (สเปญ อิตาลี ละติน) หมายถึง one หรือ someone
o uno animo (ละติน) หมายถึง of one mind หรือเอกฉันท์
o le monde (ฝรั่งเศส) หมายถึง the world หรือ people หรือ society
o ipso facto (ละติน) หมายถึง by the very fact; in the very nature of it
o esprit (ฝรั่งเศส) หมายถึง spirit; wit; soul
o esprit de corps (ฝรั่งเศส) หมายถึง spirit หรือความจงรักภักดีต่อกลุ่ม
o esta" bien (สเปญ) หมายถึง all right! fine!
o diva (อิตาลี ซึ่งมาจากละตินหมายถึงเทพเจ้าเพศหญิง) หมายถึง ดารา หรือนักร้อง หญิงที่มีชื่อเสียงยิ่ง (เข้าใจว่าเกี่ยวพันกับคำว่า Deva หรือเทวะ หรือเทพ จากสันสกฤต)
o ich liebe dich (เยอรมัน) หมายถึง I love you
น้ำจิ้มอาหารสมอง
We"ve learned to make a living, but not a life. We"ve added years to life, not life to years.
มนุษย์เรียนรู้การทำมาหาเงิน แต่ไม่รู้จักเรียนรู้ชีวิต
เราเพิ่มจำนวนปีให้แก่ชีวิต แต่ไม่ได้เพิ่มชีวิตให้แก่ปีที่เราอยู่บนโลก
จาก Paradoxes of Our Times
(ปรากฏในอินเตอร์เน็ตโดยไม่รู้ชื่อเจ้าของ)
มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1474
นิตยสาร Time ฉบับ 10 พฤศจิกายน 2008 ได้รวบรวมสิ่งประดิษฐ์เลิศสุด 50 ชิ้นของปีไว้อย่างน่าสนใจ ขอนำบางสิ่งประดิษฐ์มาเล่าสู่กันฟัง
อันดับหนึ่งที่นิตยสารนี้ให้เป็นเลิศสุดคือสิ่งประดิษฐ์ชื่อ "23 and Me" ซึ่งเป็นชุดตรวจสอบ DNA จากน้ำลายในราคาชุดละ 399 เหรียญสหรัฐ เครื่องตรวจนี้จะให้ผลของการตรวจจาก 600,000 จุดของ DNA พร้อมกับการตีความ
มนุษย์ทุกคนมี DNA ในแต่ละเซลล์ยาว 1.3 เมตร บรรจุข้อมูล 3 พันล้านข้อมูล โดยทำหน้าที่เสมือนคอมพิวเตอร์สั่งให้ร่างกายแต่ละคนทำงาน สิ่งซึ่งประกอบกันเป็น DNA ก็คือ โครโมโซมโดยมียีนส์บนโครโมโซมเป็นตัวบอกบทให้ร่างกายทำงาน
อย่างไรก็ดีแต่ละคนมี DNA หรือยีนส์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนมียีนส์บางตัวบกพร่อง จนทำให้มีโอกาสเกิดความเจ็บป่วยขึ้นในอนาคต หรือมีโอกาสที่อวัยวะบางส่วนไม่ทำงานเป็นปกติ ปัจจุบันมนุษย์ทำแผนที่ DNA สำเร็จแล้ว กล่าวคือรู้มากพอควรว่ายีนส์ตัวใดบนโครโมโซมตัวใดที่เป็นตัวสั่งให้ระบบ หรืออวัยวะส่วนใดทำงาน ดังนั้นการตรวจยีนส์ที่อยู่ในตำแหน่งที่รู้ว่าเป็นคำสั่งให้ทำงานอะไร จึงช่วยให้รู้ว่าร่างกายจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคอะไรหรืออวัยวะใดมีโอกาสทำงานบกพร่อง
เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจบอกว่าไม่อยากรู้ แต่หลายคนก็อยากรู้เพื่อเตรียมตัวแก้ไขปัญหาหรือเตรียมรับมือกับมันได้ถูกต้อง และอาจบอกว่าเมื่อไม่อยากรู้ก็อย่าไปตรวจมันซิ จุดนี้แหละเป็นประเด็นอื้อฉาวของเครื่องมือนี้ นักวิจัยหลายคนเห็นว่า การตีความยังไม่ถูกต้องทั้งหมด การได้รับข้อมูลจากการตีความที่อยู่บนพื้นฐานของการตรวจ อาจทำให้เกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น และเป็นความทุกข์ที่ไม่เข้าท่า อีกทั้งเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ควรให้ใครได้รู้วาตนเป็นอย่างไร และจะเป็นอะไรในอนาคต
ไม่ว่าจะวิจารณ์กันอย่างไร เครื่องมือนี้ก็ออกมาขายแล้วให้บุคคลซื้อหามาได้และเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเมื่อก่อนนี้เฉพาะแวดวงนักวิจัยเท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ถ้าใครใจไม่ถึงอย่าไปตรวจเป็นอันขาด ถ้าอยากรู้ว่าทำไมทำให้เป็นทุกข์ได้กรุณาอ่านตัวอย่างต่อไปนี้
การตรวจ DNA หรือยีนส์จาก "23 and Me" นี้ จะให้ข้อมูลหลายลักษณะเช่น (1) มีความเป็นไปได้สูงกว่า หรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะมีอายุถึง 100 ปี (2) มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะเป็นโรคต้อหิน มะเร็งในลำคอ โรคเก๊าท์ ฯลฯ (3) มีความเป็นไปได้ในระดับใดที่จะเป็นเบาหวานที่พัฒนาขึ้นตอนโต เป็นโรคเกี่ยวกับไต เป็นโรคจิตเภท เป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งในช่องปาก หัวใจวายเฉียบพลัน เป็นโรครูมาตอยน์ อ้วนเกินสมควรก่อนอายุ 59 ฯลฯ
(4) ลูกมีโอกาสมากเพียงใดที่มีศีรษะล้าน เป็น Parkinson"s Disease (มือไม้สั่น) มีน้ำหนักต่ำกว่าเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด ฯลฯ
(5) มีภูมิต้านทานมากน้อยเพียงใดต่อโรคมาเลเรีย/ ต่อ HIV/ การเสพติดสารเฮโรอีน/ การเป็นโรคซึมเศร้า ฯลฯ
นอกจากตัวอย่างข้างต้นนี้แล้ว การตรวจยังบอกความเป็นไปได้ในการเป็นโรคที่เกิดขึ้นยาก เช่น Crohn"s หรือ Lou Gehrig หรือ CJD (โรควัวบ้าในคน) หรือ Sjogren"s Syndrome ฯลฯ และบอกแม้กระทั่งว่าเป็นคนชอบกินหวานหรือไม่ เป็นคนประเภทขี้หูเปียกหรือแห้ง ถ้าบริโภคคาเฟอีนอาจเพิ่มโอกาสฮาร์ทแอ็ดแท็คที่ไม่ถึงกับตายได้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูง ฯลฯ
พูดง่ายๆ ว่าอ่านแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจและรู้สึกกลัวที่จะตรวจเพราะไม่อยากรู้ความจริง ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ "23 and Me" ในเรื่องความแม่นยำและการตีความจึงมีน้ำหนักพอควร
สิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นหนึ่งถึงแม้จะไม่อยู่ในอันดับสูงแต่ก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ แฟนๆ หนังทีวีชุด CSI นั่นก็คือเทคนิคใหม่ในการหาลายนิ้วมือบนปลอกกระสุนปืนที่เช็ดจนสะอาดแล้วก็ตาม หลักการที่ John Bond นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษใช้ก็คือเหงื่อทำให้โลหะเกิดสนิม ดังนั้น เขาจึงผ่านกระแสไฟฟ้า และผงคาร์บอนละเอียด ลงบนปลอกกระสุนปืนที่มีสนิมซึ่งมองไม่เห็นและปรากฏรอยนิ้วมือขึ้น ขณะนี้ตำรวจหลายแห่งกำลังใช้เทคโนโลยีอายุ 4 เดือนนี้รื้อฟื้นคดีเก่าๆ ซึ่งในขณะนั้นเทคโนโลยียังไปไม่ถึง
ชิ้นที่สามคือซีเมนต์ที่กิน Smog (Fog + Smoke หรือหมอกควัน) ถ้าเอาสาร Photo-Catalyzer (หรือ Titanium Dioxide) ผสมลงไปในซีเมนต์เหลวตามปกติมันจะช่วยเร่งกระบวนการตามธรรมชาติที่ย่อยสลาย Smog
ที่เมือง Segrate ใกล้เมือง Milan ในอิตาลี มีการใช้ซีเมนต์ที่กิน Smog นี้ซึ่งมีชื่อว่า TX Active (บริษัทในอิตาลีชื่อ Italcement เป็นผู้พัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาถึง 10 ปี) สร้างถนนจอแจสายหนึ่ง บริษัทยืนยันว่ามันช่วยลด nitric oxides ในบริเวณนั้นลงถึงร้อยละ 60 และอาคารที่สร้างด้วย TX Active ก็สะอาดอย่างคงทนอีกด้วย
ชิ้นที่สี่คือเครื่องมือสร้างพลังงานไฟฟ้าจากการเดิน เมื่อใช้เครื่องมือหนัก 1.6 กิโลกรัมพันเหนือแต่ละเข่าขณะเดินออกกำลังกาย ทั้งสองเครื่องจะร่วมกันผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงถึงประมาณ 5 วัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับโทรศัพท์มือถือ 10 เครื่องทีเดียว ไอเดียก็คือสามารถเอามาใช้เป็นพลังงานในการใช้ IPod หรือ PDA ได้อย่างสบาย
มนุษย์ปัจจุบันมีความรู้มากมายจนสามารถผลิตสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ได้ แต่กลับมีสามัญสำนึกและวิจารณญาณน้อยลง มียารักษาโรคเพิ่มขึ้นแต่ร่างกายแข็งแรงน้อยลง มีทรัพย์สมบัติมากขึ้นแต่มีเวลาหาความสุขจากมันน้อยลง และเห็นคุณค่าของมันน้อยลงด้วย เราเอาชนะข้างนอกได้แต่กลับแพ้ข้างใน
เครื่องเคียงอาหารสมอง
เราพบเห็นคำหรือวลีจากภาษาอื่นในภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ จนน่ารำคาญ วันนี้ขอนำเสนอบางตัวอย่าง
o eau de cologne (ฝรั่งเศส) ความหมายตามตัวหนังสือคือ Cologne water ซึ่งก็คือน้ำหอมซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ น้ำมันหอม ผลิตที่เมือง Cologne เป็นครั้งแรกใน ค.ศ.1709
o cogito ergo sum (ละติน) คือ I think, therefore I am อมตะวลีของ Descartes บิดาของวิชาปรัชญาสมัยใหม่ (ค.ศ.1596-1650)
o uno (สเปญ อิตาลี ละติน) หมายถึง one หรือ someone
o uno animo (ละติน) หมายถึง of one mind หรือเอกฉันท์
o le monde (ฝรั่งเศส) หมายถึง the world หรือ people หรือ society
o ipso facto (ละติน) หมายถึง by the very fact; in the very nature of it
o esprit (ฝรั่งเศส) หมายถึง spirit; wit; soul
o esprit de corps (ฝรั่งเศส) หมายถึง spirit หรือความจงรักภักดีต่อกลุ่ม
o esta" bien (สเปญ) หมายถึง all right! fine!
o diva (อิตาลี ซึ่งมาจากละตินหมายถึงเทพเจ้าเพศหญิง) หมายถึง ดารา หรือนักร้อง หญิงที่มีชื่อเสียงยิ่ง (เข้าใจว่าเกี่ยวพันกับคำว่า Deva หรือเทวะ หรือเทพ จากสันสกฤต)
o ich liebe dich (เยอรมัน) หมายถึง I love you
น้ำจิ้มอาหารสมอง
We"ve learned to make a living, but not a life. We"ve added years to life, not life to years.
มนุษย์เรียนรู้การทำมาหาเงิน แต่ไม่รู้จักเรียนรู้ชีวิต
เราเพิ่มจำนวนปีให้แก่ชีวิต แต่ไม่ได้เพิ่มชีวิตให้แก่ปีที่เราอยู่บนโลก
จาก Paradoxes of Our Times
(ปรากฏในอินเตอร์เน็ตโดยไม่รู้ชื่อเจ้าของ)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)